Content from 2014-08

เลื่อย

posted on 2014-08-18

ดูกรภิกษุทั้งหลาย หากจะมีพวกโจรผู้มีความประพฤติต่ำช้า เอาเลื่อยที่มีที่จับ ทั้งสองข้าง เลื่อยอวัยวะใหญ่น้อยของพวกเธอ แม้ในเหตุนั้นภิกษุหรือภิกษุณีรูปใดมีใจคิดร้าย ต่อโจรเหล่านั้น ภิกษุหรือภิกษุณีรูปนั้น ไม่ชื่อว่าเป็นผู้ทำตามคำสั่งสอนของเรา เพราะเหตุที่อด กลั้นไม่ได้นั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้ในข้อนั้น เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า จิตของเราจักไม่ แปรปรวน เราจักไม่เปล่งวาจาที่ลามก เราจักอนุเคราะห์ผู้อื่นด้วยสิ่งที่เป็นประโยชน์ เราจักมีเมตตา จิตไม่มีโทสะในภายใน เราจักแผ่เมตตาจิตไปถึงบุคคลนั้น และเราจักแผ่เมตตาอันไพบูลย์ ใหญ่ยิ่ง หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท ไปตลอดโลกทุกทิศทุกทาง ซึ่งเป็นอารมณ์ ของจิตนั้น ดังนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพึงศึกษาด้วยอาการดังที่กล่าวมานี้แล.

พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับหลวง เล่มที่ 12 ข้อที่ 272

เพราะอะไรจึงเรียกว่ารูป/เวทนา/สัญญา/สังขาร/วิญญาณ

posted on 2014-08-17

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอะไรจึงเรียกว่า รูป เพราะสลายไป จึงเรียกว่า รูป สลายไปเพราะอะไร สลายไปเพราะหนาวบ้าง เพราะร้อนบ้าง เพราะหิวบ้าง เพราะกระหายบ้าง เพราะสัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลานบ้าง.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอะไร จึงเรียกว่า เวทนา เพราะเสวย จึงเรียกว่า เวทนา เสวยอะไร เสวยอารมณ์สุขบ้าง เสวย อารมณ์ทุกข์บ้าง เสวยอารมณ์ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขบ้าง.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอะไร จึงเรียก ว่า สัญญา เพราะจำได้หมายรู้ จึงเรียกว่า สัญญา จำได้หมายรู้อะไร จำได้หมายรู้สีเขียวบ้าง สีเหลืองบ้าง สีแดงบ้าง สีขาวบ้าง.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอะไรจึงเรียกว่า สังขาร เพราะ ปรุงแต่งสังขตธรรม จึงเรียกว่า สังขาร ปรุงแต่งสังขตธรรมอะไร ปรุงแต่งสังขตธรรม คือ รูป โดยความเป็นรูป ปรุงแต่ง สังขตธรรม คือ เวทนา โดยความเป็นเวทนา ปรุงแต่งสังขตธรรม คือ สัญญา โดยความเป็นสัญญา ปรุงแต่งสังขตธรรม คือ สังขาร โดยความเป็นสังขาร ปรุงแต่งสังขตธรรม คือ วิญญาณ โดยความเป็นวิญญาณ.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอะไรจึงเรียก ว่า วิญญาณ เพราะรู้แจ้ง จึงเรียกว่า วิญญาณ รู้แจ้งอะไร รู้แจ้งรสเปรี้ยวบ้าง รสขมบ้าง รสเผ็ดบ้าง รสหวานบ้าง รสขื่นบ้าง รสไม่ขื่นบ้าง รสเค็มบ้าง รสไม่เค็มบ้าง.

Vaṇijjāsuttaṃ

posted on 2014-08-12

‘‘Pañcimā, bhikkhave, vaṇijjā upāsakena akaraṇīyā. Katamā pañca? Satthavaṇijjā, sattavaṇijjā, maṃsavaṇijjā, majjavaṇijjā, visavaṇijjā – imā kho, bhikkhave, pañca vaṇijjā upāsakena akaraṇīyā’’ti. Sattamaṃ.

Suttapiṭaka Aṅguttaranikāyo - Pañcakanipātapāḷi หน้าที่ ๘๙ ข้อที่ ๑๗๗ - ๑๗๘

ปฺจิมา ภิกฺขเว วณิชฺชา อุปาสเกน อกรณียา กตมา ปฺจ สตฺถวณิชฺชา สตฺตวณิชฺชา มสวณิชฺชา มชฺชวณิชฺชา วิสวณิชฺชา อิมา โข ภิกฺขเว ปฺจ วณิชฺชา อุปาสเกน อกรณียาติ ฯ

พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ (ภาษาบาลี) เล่มที่ ๒๒ สุตฺตนฺตปิฏเก องฺคุตฺตรนิกายสฺส ปญฺจก-ฉกฺกนิปาตา หน้าที่ ๒๓๒ ข้อที่ ๑๗๗ - ๑๗๘

ดูกรภิกษุทั้งหลาย การค้าขาย ๕ ประการนี้ อันอุบาสกไม่พึงกระทำ ๕ ประ การเป็นไฉน คือ การค้าขายศาตรา ๑ การค้าขายสัตว์ ๑ การค้าขายเนื้อสัตว์ ๑ การค้าขาย น้ำเมา ๑ การค้าขายยาพิษ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายการค้าขาย ๕ ประการนี้แล อันอุบาสกไม่พึง กระทำ ฯ

พระไตรปิฎก ฉบับหลวง (ภาษาไทย) เล่มที่ ๒๒ สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต หน้าที่ ๑๘๖ ข้อที่ ๑๗๗ - ๑๗๘

"Monks, a lay follower should not engage in five types of business. Which five? Business in weapons, business in human beings, business in meat, business in intoxicants, and business in poison.

"These are the five types of business that a lay follower should not engage in."

http://www.accesstoinsight.org/tipitaka/an/an05/an05.177.than.html

กรรมฐาน

posted on 2014-08-11

วันนี้ได้ฟังมาเรื่อง "กรรมฐาน" จึงมาสืบค้นดูในพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ บาลีสะกดว่า kammaṭṭhāna หรือ กมฺมฏฺาน พบในพระไตรปิฎกทั้งหมด 1 พระสูตรเท่านั้น ในพระสูตรนั้นคำว่า "กรรมฐาน" แปลว่า "ฐานะแห่งการงาน"

ผมได้คัดลอกเนื้อหาบางส่วนของพระสูตรในพระไตรปิฎกฉบับหลวงซึ่งเป็นคำแปลภาษาไทยมาได้ตามด้านล่างนี้:

ดูกรมาณพ เปรียบเหมือนฐานะคือกสิกรรม ที่มีความต้องการมาก มีกิจมากมีอธิกรณ์มาก มีความเริ่มมาก เมื่อวิบัติ ย่อมมีผลน้อย ฉันใด ฐานะแห่งการงานของฆราวาสก็ฉันนั้นเหมือนกัน ที่มีความต้องการมาก มีกิจมาก มีอธิกรณ์มาก มีการเริ่มมาก เมื่อวิบัติย่อมมีผลน้อย. ฐานะคือกสิกรรมนั่นแล ที่มีความต้องการมาก มีกิจมาก มีอธิกรณ์มาก มีการเริ่มมาก เมื่อเป็นสมบัติ ย่อมมีผลมาก ฉันใด ฐานะแห่งการงานของฆราวาสก็ฉันนั้นเหมือนกัน ที่มีความต้องการมาก มีกิจมาก มีอธิกรณ์มาก มีการเริ่มมาก เมื่อเป็นสมบัติ ย่อมมีผลมาก. การงานคือการค้าขาย ที่มีความต้องการน้อย มีกิจน้อย มีอธิกรณ์น้อย มีการเริ่มน้อยเมื่อวิบัติ ย่อมมีผลน้อย ฉันใด ฐานะแห่งการงานฝ่ายบรรพชาก็ฉันนั้นเหมือนกัน ที่มีความต้องการน้อย มีกิจน้อย มีอธิกรณ์น้อย มีการเริ่มน้อย เมื่อวิบัติ ย่อมมีผลน้อย. ฐานะแห่งการงานคือการค้าขายนั่นแล ที่มีความต้องการน้อย มีกิจน้อย มีอธิกรณ์น้อย มีการเริ่มน้อยเมื่อเป็นสมบัติ ย่อมมีผลมาก ฉันใด ฐานะแห่งการงานฝ่ายบรรพชาก็ฉันนั้นเหมือนกัน ที่มีความต้องการน้อย มีกิจน้อย มีอธิกรณ์น้อย มีการเริ่มน้อย เมื่อเป็นสมบัติ ย่อมมีผลมาก.

พระไตรปิฎก ฉบับหลวง (ภาษาไทย) เล่มที่ ๑๓ สุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ หน้าที่ ๔๙๓ ข้อที่ ๗๑๓ - ๗๑๕

"ผัสสะ" คือ? ||| What is phassa (contact)

posted on 2014-08-03

ก็ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า พึงทราบหมวดผัสสะ ๖ นั่น เราอาศัย อะไรกล่าวแล้ว คือ บุคคลอาศัยจักษุและรูปเกิดจักษุวิญญาณ ความประจวบของธรรมทั้ง ๓ เป็นผัสสะ อาศัย โสตะและเสียงเกิดโสตวิญญาณ ความประจวบของธรรมทั้ง ๓ เป็นผัสสะ อาศัยฆานะและกลิ่น เกิดฆานวิญญาณ ความประจวบของธรรมทั้ง ๓ เป็นผัสสะ อาศัยชิวหาและรสเกิดชิวหาวิญญาณ ความประจวบของธรรมทั้ง ๓ เป็นผัสสะ อาศัยกายและโผฏฐัพพะเกิดกายวิญญาณ ความประจวบ ของธรรมทั้ง ๓ เป็นผัสสะ อาศัยมโนและธรรมารมณ์เกิดมโนวิญญาณ ความ ประจวบของธรรม ทั้ง ๓ เป็นผัสสะ ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า พึงทราบหมวดผัสสะ ๖นั่น เราอาศัยผัสสะดังนี้ กล่าวแล้ว นี้ธรรมหมวดหก หมวดที่ ๔ ฯ

พระไตรปิฎก ฉบับหลวง (ภาษาไทย) เล่มที่ ๑๔ สุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ หน้าที่ ๓๘๗ ข้อที่ ๘๑๕ - ๘๑๗

ฉ ผสฺสกายา เวทิตพฺพาติ อิติ โข ปเนต วุตฺต ฯ กิฺเจต ปฏิจฺจ สุตฺต ฯ จกฺขุฺจ ปฏิจฺจ รูเป จ อุปฺปชฺชติ จกฺขุวิฺาณ ติณฺณ สงฺคติ ผสฺโส ฯ โสตฺจ ปฏิจฺจ สทฺเท จ อุปฺปชฺชติ โสตวิฺาณ ติณฺณ สงฺคติ ผสฺโส ฯ ฆานฺจ ปฏิจฺจ คนฺเธ จ อุปฺปชฺชติ ฆานวิฺาณ ติณฺณ สงฺคติ ผสฺโส ฯ ชิวฺหฺจ ปฏิจฺจ รเส จ อุปฺปชฺชติ ชิวฺหาวิฺาณ ติณฺณ สงฺคติ ผสฺโส ฯ กายฺจ ปฏิจฺจ โผฏฺพฺเพ จ อุปฺปชฺชติ กายวิฺาณ ติณฺณ สงฺคติ ผสฺโส ฯ มนฺจ ปฏิจฺจ ธมฺเม จ อุปฺปชฺชติ มโนวิฺาณ ติณฺณ สงฺคติ ผสฺโส ฯ ฉ ผสฺสกายา เวทิตพฺพาติ อิติ ยนฺต วุตฺต อิทเมต ปฏิจฺจ วุตฺต ฯ อิท จตุตฺถ ฉกฺก ฯ

พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ (ภาษาบาลี) เล่มที่ ๑๔ สุตฺตนฺตปิฏเก มชฺฌิมนิกายสฺส อุปริปณฺณาสกํ หน้าที่ ๕๑๐ ข้อที่ ๘๑๕

Cha phassakāyā veditabbā’ti – iti kho panetaṃ vuttaṃ. Kiñcetaṃ paṭicca vuttaṃ? Cakkhuñca paṭicca rūpe ca uppajjati cakkhuviññāṇaṃ, tiṇṇaṃ saṅgati phasso; sotañca paṭicca sadde ca uppajjati sotaviññāṇaṃ, tiṇṇaṃ saṅgati phasso; ghānañca paṭicca gandhe ca uppajjati ghānaviññāṇaṃ, tiṇṇaṃ saṅgati phasso; jivhañca paṭicca rase ca uppajjati jivhāviññāṇaṃ, tiṇṇaṃ saṅgati phasso; kāyañca paṭicca phoṭṭhabbe ca uppajjati kāyaviññāṇaṃ, tiṇṇaṃ saṅgati phasso; manañca paṭicca dhamme ca uppajjati manoviññāṇaṃ, tiṇṇaṃ saṅgati phasso. ‘Cha phassakāyā veditabbā’ti – iti yaṃ taṃ vuttaṃ, idametaṃ paṭicca vuttaṃ. Idaṃ catutthaṃ chakkaṃ.

Suttapiṭaka Majjhimanikāye - Uparipaṇṇāsapāḷi หน้าที่ ๑๖๕ ข้อที่ ๔๒๒

The six classes of contact should be known.' Thus was it said. In reference to what was it said? Dependent on the eye & forms there arises consciousness at the eye. The meeting of the three is contact. Dependent on the ear & sounds there arises consciousness at the ear. The meeting of the three is contact. Dependent on the nose & aromas there arises consciousness at the nose. The meeting of the three is contact. Dependent on the tongue & flavors there arises consciousness at the tongue. The meeting of the three is contact. Dependent on the body & tactile sensations there arises consciousness at the body. The meeting of the three is contact. Dependent on the intellect & ideas there arises consciousness at the intellect. The meeting of the three is contact. 'The six classes of contact should be known.' Thus was it said. And in reference to this was it said. This is the fourth sextet.

A part of MN 148 translated by Thanissaro Bhikkhu

This blog covers Blog, Coleslaw


Unless otherwise credited all material Creative Commons License by Vee Satayamas